Wednesday, December 19, 2018
Text Size

Friday, 22 March 2013 16:30

อยู่กับ "ของร้อน" (เทคโนโลยี) อย่างไรไม่ให้ถูกเผา

ทุกวันนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของครอบครัวไทยมากขึ้น โดยเฉพาะครอบครัวชนชั้นกลาง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อย่างไอโฟน ไอแพด หรือแม้แต่แท็บเล็ตที่กำลังจะแจกจ่ายให้เด็กป.1 ทั่วประเทศ ต่างเข้ามารองรับวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปเพื่อทำให้การทำงาน และการใช้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่ในความสะดวกสบายนี้ หากใช้อย่างขาดสติ อาจนำไปสู่ปัญหาตามมาได้

เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และนักวิจัยด้านศึกษา และพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัยได้เปรียบ "เทคโนโลยี" ว่าเป็น "ของร้อน" อย่างหนึ่ง ถ้าใช้อย่างขาดสติ อาจกลายเป็นดาบสองคมที่จะกลับมาทำร้ายตัวเองได้ โดยเฉพาะกับเด็ก ถ้าถูกปล่อยให้เข้าไปอยู่ในโลกของเทคโนโลยีมากเกินไป เป็นไปได้สูงที่จะเคยชินกับความเร็ว และความไวจนขาดความละมุนละไมในชีวิต

"สื่อหลาย ๆ อย่างที่เป็นของเย็น เช่น หนังสือ หรือนิทานถูกนำมาทำให้เป็นของร้อนในรูปแบบดิจิตอล หรือทำเป็นแอปพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลด ซึ่งมีภาพ เสียง และลูกเล่นดึงดูดใจ หากพ่อแม่ใช้ไม่เป็น หรือปล่อยให้ลูกเล่นมากเกินไป เด็กอาจเป็นโรคสมาธิสั้นแฝงได้ง่าย"  เรืองศักดิ์กล่าวในงานเปิดตัว "Happy Book" Application นิทานแอนนิเมชั่น ผลงานสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างบริษัทแปลน ฟอร์ คิดส์ จำกัด และบริษัท บีบอยด์ ซีจี จำกัด

ดังนั้นการใช้ของร้อนเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กฎกติกา และความเอาใจใส่ของพ่อแม่คือสิ่งสำคัญ นี่คือสิ่งที่นักวิจัยด้านศึกษา และพัฒนาการศึกษาเด็กปฐมวัยท่านนี้อยากจะฝากต่อไป

"ถ้าให้ลูกอยู่กับสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ เด็กต้องอยู่กับพ่อแม่ โดยเฉพาะเด็กเล็ก เพราะเขาอยู่ในช่วงวัยที่อยากรู้อยากเห็น ถ้าปล่อยให้เข้าไปควบคุมเทคโนโลยี เด็กจะขาดทักษะการยับยั้งชั่งใจ และไหลไปกับความไว และความเร็วของเทคโนโลยีได้ง่าย ทางที่ดี ค่อย ๆ ให้ลูกได้สัมผัส หรือเรียนรู้ไปทีละขั้นอย่างมีชีวิตชีวา"

ด้าน ริสรวล อร่ามเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปลนฟอร์คิดส์ จำกัด มองในประเด็นเดียวกันนี้ว่า การปล่อยให้ลูกอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินไป โดยเฉพาะเกมต่าง ๆ อาจทำให้เด็กยึดติดจนยากเกินกว่าจะกู่กลับ ดังนั้น การจัดสรรเวลา และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีโดยใช้หนังสือเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

"ถ้าชีวิตคนเราเร็วแบบเกมตลอดเวลา ตายนะคะ เพราะไม่มีช่วงเวลาให้เด็กได้ทบทวน หรือไตร่ตรองอะไรเลย ซึ่งเราอย่าไปมองว่า แค่เกมสนุก ๆ แต่ถ้าวันหนึ่งลูกของเราเคยชินกับคำว่า ชนะ ชนะ แล้วก็ชนะ ลองคิดดูว่าเด็กจะเป็นอย่างไร พ่อแม่ควรใส่ใจในเรื่องนี้ให้มาก ลดการเล่นเกมลงมาหน่อย หรือแม้แต่การดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ไม่ใช่พอโหลดมาแล้วก็ปล่อยให้ลูกกดยิก ๆ อย่างเดียว ควรเข้าไปสอนให้เขาค่อย ๆ กด ค่อย ๆ เล่น และค่อย ๆ เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับเรา เพื่อฝึกให้เด็กเล่นอย่างมีสติ และฝึกสมาธิไปในตัวด้วย" คุณริสรวลเผย

ปิดท้ายกันที่ ชีวิน โกสิยพงษ์ หรือ บอย โกสิยพงษ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านวิสัยทัศน์งานครีเอทีฟ บริษัท บีบอยด์ ซีจี จำกัด ในฐานะคุณพ่อลูกสอง เขาให้ทัศนะว่า เทคโนโลยีกับเด็ก ต้องอยู่ด้วยกันอย่างเหมาะสม และใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรนำมาแทนที่หนังสือ เพราะหนังสือเล่มยังมีคุณค่าสำหรับเด็กอยู่มาก

"ที่บ้านผม เราจะใช้สื่อเทคโนโลยีกับลูกในระดับที่จำเป็น อย่างเวลาที่ผมกำลังขับรถ เป็นช่วงเวลาที่ผมต้องการสมาธิ ผมก็จะให้ลูกนั่งเล่น หรือใช้เป็นตัวเสริมในการเรียนรู้ของลูกเท่านั้น เพราะผมไม่เชื่อว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่ทุกอย่างได้ โดยเฉพาะหนังสือ เพียงแต่เราสามารถนำมาเป็นตัวเสริมเพื่อเติมเต็มจินตนาการของลูกให้เปิดกว้างมากขึ้น"

วันนี้ของร้อน (เทคโนโลยี) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ไม่แปลกที่เด็ก หรือพ่อแม่หลาย ๆ คนจะกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนโดยไม่รู้ตัว ถึงเวลาแล้วที่ครอบครัวยุคใหม่จะต้องดับร้อนด้วยการออกจากโลกของเทคโนโลยี แล้วพากันไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างสรรค์ให้มากขึ้นบ้าง โดยเฉพาะกิจกรรมที่คุณและครอบครัวสามารถทำได้เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตราบเท่าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น

 

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 27 มีนาคม 2555 07:13 น.

เส้นสายลายสี

cartoon6

"นิทาน" เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่สามารถช่วยเสริมจินตนาการของเด็กๆให้กว้างไกลและยังตอบสนองความต้องการของเด็กได้ครบถ้วน เชิญชมผลงานนิทานจากจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆกันครับ

ดูทั้งหมด