Tuesday, November 21, 2017
Text Size

Thursday, 21 March 2013 16:39

"ปอง-เรืองศักดิ์" มีวันนี้เพราะครอบครัว+เป็นหนี้ตัวหนังสือ

พร้อมหน้า อบอุ่น ครอบครัว "ปิ่นประทีป"

พร้อมหน้า อบอุ่น ครอบครัว "ปิ่นประทีป"

จากเส้นทางชีวิตที่ทำงานกับเด็กมาเกือบ 30 ปี ของปอง-เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ผู้ชายคนนี้ได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจทั้งหมดให้กับเด็กน้อยด้อยโอกาส และกว่าจะมามีวันนี้ได้ เขาบอกว่า แกนหลักสำคัญมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ดี พ่อแม่สอนให้เขารู้จักรักการอ่านตั้งแต่เด็ก

จุดเริ่มต้น ณ วันนั้น จนถึงวันนี้ เขาได้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ โดยหนังสือนิทานของเขาได้ผลิดอกออกผลเป็นหนังสือเพื่อเด็กออกมาหลายเล่ม ซึ่งทุกเล่มล้วนมีชีวิตสำหรับเด็กทุกคน อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลก ที่ผู้ชายคนนี้จะประสบความสำเร็จได้ด้วย "การอ่าน" มรดกที่เขาได้รับจากครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก บวกกับการปฏิบัติตนให้เป็นคนดี และมีคุณธรรมต่อสังคม

"ครอบครัว" คือจุดเริ่มต้นของ "ความสำเร็จ"

ครอบครัวของ “ปิ่นประทีป” เป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน (ชาย 4 คน, หญิง 4 คน) เด็กชาย "เรืองศักดิ์" เป็นคนที่ 6 มีคุณพ่อเป็นหมอ และคุณแม่เป็นครู พี่น้องแต่ละคนไม่เคยทะเลาะกันเลย มีแต่ความรัก ความห่วงใย พร้อมจะแบ่งกัน และช่วยเหลือกันเสมอ เปรียบเสมือนิ้วมือทั้ง 5 นิ้วซึ่งมีบทบาท และหน้าที่แตกต่างกัน แต่เวลาจะหยิบสิ่งใด ทุกนิ้วจะพร้อมช่วยกันหมด เพราะมีต้นแบบที่ดี ซึ่งได้จากพ่อ และแม่ของเขาเอง

"พ่อจะไม่ใช่หมอที่รักษาคนไข้ทางการค้า แต่พ่อจะวิ่งเข้าไปหา และช่วยเหลือคนไข้ที่ยากจน ซึ่งพ่อจะมีลูกหนี้เยอะมาก คนที่มารักษา พ่อไม่เคยระแคะระแคง ทั้งยังสอนให้เราไปดูแลคนไข้ที่ยากจนเหล่านั้นด้วย สิ่งที่ได้จากพ่อตรงนี้ คือความเสียสละ ความมีน้ำใจที่พ่อได้หย่อนเมล็ดพันธุ์ให้เรา"

"สิ่งเหล่านี้ พ่อแม่จะไม่สอนแค่ปากเปล่า แต่ท่านจะทำเป็นตัวต้นแบบ และปฏิบัติให้ลูกเห็น โดยเฉพาะกับญาติผู้ใหญ่ จนถึงบัดนี้ เราเป็น "ตุ๊บปอง" ของทุกคนและสังคมได้ เพราะครอบครัวคือพลังผลักดันที่สำคัญ ถ้าไม่ได้อยู่ในครอบครัวที่แข็งแรง มันจะทำให้เราอ่อนแอ และเมื่อเราอ่อนแอ เราจะไม่มีที่เหยียบ หรือยืนในสังคมอย่างสำเร็จได้"

"เส้นทางชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป "

P-Tuppongกว่าจะเป็นพี่ตุ๊บปองในวันนี้ มีเรื่องเล่า และเรื่องราวมากมาย ตลอดระยะทางชีวิต มีสุข ทุกข์บ้างผสมกันไป ตอนอายุ 11 ปี พ่อจากเขาไป เหลือแต่แม่ที่เลี้ยงลูกทั้ง 8 คนเพียงลำพัง ความฝันสูงสุดของชีวิต ณ ตอนเป็นวัยรุ่น พี่ปองอยากเป็นดารา อยากมีชีวิตอยู่กับแสงไฟ จนอายุ 22 ปี สมัยเรียนเรียนรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มีบริษัททำหนังเรียกให้เข้าไปเซ็นสัญญา แต่แม่กับพี่สาวคนโตไม่ยอม เพราะกลัวลูกจะเดินหลงทางแห่งภาพมายา

แต่สุดท้ายด้วยความรัก และความหวังดีที่แม่มีให้ จึงต้องล้มเลิกความฝันที่จะเป็นดาราลง แต่ก็แอบเข้าสู่วงการแฟชั่น อยู่ประมาณ 3 เดือน จนรู้ตัวเองว่า มันไม่ใช่ความจริง ดังนั้นจึงเปลี่ยนชีวิตมาทำงานกับเด็กด้อยโอกาส ซึ่งเป็นเด็กที่ผ่านสงครามอินโดจีน และอพยพเข้ามาในประเทศไทย

หลังจากทำงานด้านนี้มาได้ 7 ปี ทำให้พี่ปอง ได้เห็นสัจธรรมบางอย่าง คือ เด็กในค่ายอพยพมีอาหารกิน 3 มื้อ เนื่องจากมีหน่วยงานคอยสนับสนุนอยู่ แต่ในขณะที่เด็กไทย ยืนเกาะรั้วลวดหนาม ไม่มีข้าวครบมื้อ ซึ่งจุดตัดตรงนั้น เป็นเหตุให้ตัดสินใจมาทำงานกับเด็กไทย จนได้มาทำงานด้านเด็กกับมูลนิธิเด็ก

เกือบ 17 ปีที่ได้ทำงานกับมูลนิธิเด็ก ประสบการณ์สอนให้มองเหตุ และผล การแก้ปัญหาต้องจัดการที่ต้นเหตุ จึงลาออก และเข้ามาทำงานกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กในปี 2549 เพื่อให้เด็กมีพื้นฐานการอ่าน และไม่ตกหลุมพรางของคำว่าทุกข์อีกต่อไป เพราะเชื่อเสมอว่า "เมื่อเด็กมีพื้นฐานการอ่าน เด็กจะมีทักษะชีวิตที่ดีในอนาคต"

"นิสัยรักการอ่าน" ถูกซึมซับมาจากครอบครัว

ย้อนกลับไปเมื่อ 48 ปีเท่าชีวิต พี่ปองลืมตาขึ้นมาดูโลก ครอบครัวก็เริ่มอ่านหนังสือกันแล้ว ผู้เป็นแม่จะเล่านิทานให้ฟัง เวลาหยิบหนังสือมาอ่าน ลูกก็จะนอนกันเป็นแพ เตรียมรับฟังนิทานแสนสุขจากแม่ จากนั้นเริ่มอ่านหนังสือได้เอง ตอนอยู่ ป.1 สำหรับพ่อชอบอ่านนสพ.สยามรัฐ และได้สมัครสมาชิกนิตยสาร วารสารฯ รวมถึงซื้อหนังสือการ์ตูนให้กับเรา

"เวลาตอนเช้า 06.00 น.จะวิ่งไปที่สถานีรถไฟ เพื่อไปรอรถไฟที่มาจากเมืองพิษณุโลก แล้วมาสถานีแควน้อย ซึ่งจะมีหนังสือที่พ่อสมัครไว้หลายเล่ม เช่น การ์ตูนตุ๊กตา การ์ตูนเบบี้ ชัยพฤกษ์การ์ตูน ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ โปรเกรส และหนังสือเด็กก้าวหน้าอ่านไม่ขาด ทุกครั้งที่พ่อเข้าเมือง พ่อจะซื้อหนังสือกลับมาให้ลูกเสมอ เช่น ยาขอบ ไม้เมืองเดิม ศรีบูรพา ป.อินทรปาลิต โกวเล้ง ว.ณ เมืองลุง และ น.นพรัตน์"  พี่ปองเล่าย้อนความหลัง

จากความใส่ใจ และความปรารถนาดีของพ่อกับแม่ ทำให้เกือบทุกสัปดาห์ลูกทุกคนจะมีหนังสืออ่านตลอด หรือแม้กระทั่วเวลาจะปลดทุกข์ ทุกคนในครอบครัว จะวิ่งหาหนังสือไว้อ่านในห้องน้ำอยู่คนละ 1-2 เล่ม เพราะเป็นช่วงที่มีผ่อนคลาย และมีความสุขจากการอ่านหนังสือ ทุกคนจึงอ่านภาษาไทยแตกกันหมด เพราะแม่สอนลูก พี่สอนน้อง กลายเป็นสายใยแห่งรักที่ทะนุถนอมกล่อมเลี้ยงด้วยหนังสือตั้งแต่เล็ก จนติดเป็นนิสัยรักการอ่านมาจนถึงบัดนี้

2 เล่มโปรด...แรงบันดาลใจ สู่การเปลี่ยนแปลง

หนังสือเล่มโปรดของพี่ตุ๊บปอง ที่เสริมสร้างพลังใจมาตลอด มีอยู่ 2 เล่ม คือ "Jonathan Livingston Seagull" (โจนาทาน ลิฟวิงสตัน: นางนวล) เขียนโดย Richard Bach แปลโดย คุณชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นกนางนวลตัวหนึ่ง ที่สอนให้รู้ว่า การที่บินไปตามลม เป็นชีวิตที่ธรรมดา แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าลองฝึกบินใหม่ ทิ้งปีกลงมาบ้าง นางนวลจะได้กินปลาที่ลึกไปกว่านกตัวอื่นที่ได้กิน เพราะการทิ้งดิ่ง ทำให้การตกลงไปในทะเลนั้นลึก และได้กินปลาที่หลากหลายชนิดมาก นั่นหมายความว่า ถ้าเราให้โอกาสตัวเราเองเมื่อไหร่ ตัวเราจะได้โอกาสมากกว่าคนอื่นเท่านั้น

ส่วนเล่มที่ 2 ถือเป็นเล่มพลิกชีวิตทั้งหมดของพี่ปองเลยก็ว่าได้ นั่นคือเรื่อง "ตุ๊กตา" ของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ อ่านมาได้ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงงานผลิตตุ๊กตา ที่เอาเด็กเขมร หรือเด็กคนไทย ไปใช้แรงงาน จนใกล้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เด็กพวกนี้จะร้องเรียกให้พากลับบ้าน จากนั้นก็เสียชีวิตในโรงงาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เปลี่ยนชีวิตมาทำงานกับเด็กไทย

สั่งสมประสบการณ์ ตกผลึกเป็นหนังสือเพื่อเด็ก

พี่ตุ๊บปองเริ่มเขียนงานชิ้นแรกตั้งแต่อายุ 11 ปี (ป.5) ใช้ชื่อว่า "กระต่ายตื่นตูม" พ่อแม่สนับสนุน และชื่นชมเต็มที่ จึงเขียนออกมาด้วยความสุข จนปี พ.ศ. 2547 "กระต่ายตื่นตูม" ได้ถูกนำเอามาผลิตเป็นหนังสือภาพอีกครั้ง

สั่งสมประสบการณ์เรื่อยมา จนมาถึงเล่มล่าสุด คือ "สร้างลูกรัก ให้เป็นนักอ่าน" ได้แรงบันดาลในใจมาจากทุกประสบการณ์ และทุกความรู้สึก ที่ถูกถ่ายทอดมาจากครอบครัว และมาจากความจริง ที่แม่ใส่ให้เราทุกวัน มันจึงเกิดภาพจำ และเกิดการตีเป็นความเข้าใจ จากนั้นนำเสนอในจริตของเรา

ตอนนี้พี่ปองทำงานกับเด็ก ต้องรับหน้าที่เป็นพ่อของเด็กๆ ทุกคน คราวละ 40-50 คน จึงนำวิธีในแบบที่แม่เลี้ยงเขามา ใช้เลี้ยงเด็กด้วยหนังสือ อ่านนิทานให้เด็กๆ ฟัง ร้องไปกอดไป เล่นไปหอมไป ทำเหมือนกับพ่อแม่ที่ทำแบบนั้นกับเรา นั่นคือความจริงของความรัก ที่หลอมรวมเป็นพลัง ทำให้เรานำมาถ่ายทอดได้อย่างแยบยล และได้ผลจริง

นอกจากนี้ พี่ปองยังมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งโครงการ "หนังสือเล่มแรก" เพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กที่มีอายุ 6-9 เดือน ด้วยการมุ่งเน้นให้พ่อแม่ทุกคนเห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง รวมทั้งการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือตั้งแต่วัยเด็ก โดยมีเป้าหมายที่จะให้พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสือ นำสู่การสร้างพื้นฐานนิสัยรักการอ่านและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ซึ่งจัดมาได้ 5 ปี และส่งมอบหนังสือให้กับครอบครัวคนไทยไปแล้วเกือบ 5,000 ถุง

สูตรลับความสำเร็จ สร้างความหวังแห่งอนาคต

เขาผู้นี้มีความเชื่อว่า "จิตที่คิดจะให้นั้นเบา จิตที่คิดจะเอานั้นหนัก" ฉะนั้น พี่ปองจึงพยายามทำใจให้เบาตลอด กอปรกับในชีวิตนี้ ไม่คิดจะเอาอะไรของใคร นอกจากนี้เวลาตื่นนอน พี่ปองมักจะถามตัวเองอยู่เสมอว่า วันนี้เราจะให้หรือให้โอกาสใครบ้าง เราได้ให้มิตรภาพกับใครบ้างหรือยัง เราอย่าไปตัดโอกาสของใคร บางครั้งมันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาก็เป็นได้  นั่นคือขั้นตอนการใช้ชีวิตของพี่ปอง

สำหรับอนาคต พี่ปองไม่อยากทำอะไรแล้ว นอกจากทำงานกับเด็ก ให้โอกาสกับเด็ก และสัญญาว่า จะเขียนหนังสือเพื่อเด็ก เพื่อครอบครัวที่ดี มีประโยชน์ต่อไป ถึงแม้จะตายก็ตายตาหลับ เพราะสิ่งที่พี่ปองทำ หรือหนังสือที่พี่เขาเขียน มันจะคงอยู่ และปลูกฝังเด็กไทยให้รักหนังสือ และรักการอ่านมากขึ้น นั่นคือความหวังสูงสุดในชีวิต ของผู้ชายที่ชื่อ "ตุ๊บปอง-เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป" บุคคลหนึ่งที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะหนังสือทุกเล่มเป็นหนี้บุญคุณของเขา

ถ้าอยากจะรู้เทคนิค และวิธีการสร้างลูกรักให้เป็นนักอ่าน หนังสือ "สร้างลูกรักให้เป็นนักอ่าน" ของพี่ตุ๊บปอง-เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป เป็นตัวเลือกหนึ่งที่จะให้คำตอบคุณได้/สนใจหาซื้อหนังสือได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 

ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 10 เมษายน 2552 17:21 น.

เส้นสายลายสี

cartoon6

"นิทาน" เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่สามารถช่วยเสริมจินตนาการของเด็กๆให้กว้างไกลและยังตอบสนองความต้องการของเด็กได้ครบถ้วน เชิญชมผลงานนิทานจากจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆกันครับ

ดูทั้งหมด